Knowledge

เคล็ดลับสร้างความสุขในแต่ละวันให้เป็นนิสัย

หากเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ลองเปลี่ยนมุมมองของตัวเองดูสิ เริ่มจากความคิดของเราเองเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกแล้วว่าเรากำลังคิดลบ ก็ให้รีบปรับความคิดใหม่ หากเรื่องนั้นเป็นปัญหา ก็อย่ามัวแต่เสียเวลาไปคิดว่ามันสร้างความทุกข์ให้กับเราขนาดไหน แต่ให้ตั้งสติแล้วหาวิธีว่าจะแก้ไขมันยังไงดีกว่า การปรับเปลี่ยนความคิดของเราอาจจะยากสักหน่อยในช่วงแรก ๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากจนทำไม่ได้หรอกนะ หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลของมันทั้งนั้น และก็มีหลายมุมให้เราเลือกมอง จากที่มองแต่ในมุมของตัวเอง ลองมองจากมุมที่ต่างไปดูสิ อาจจะเจอเรื่องดี ๆ หรือสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ก็ได้ นอกจะทำให้เราสบายใจขึ้นแล้ว ยังทำให้เราสามารถมองสถานการณ์ได้รอบด้านมากขึ้นด้วย เมื่อคิดแล้วทุกข์ ก็หยุดพักมันไว้ก่อน เราสามารถพักเรื่องแย่ ๆ ไว้ได้เสมอ หากเรื่องนั้นทำให้เราเกิดความทุกข์และยังไม่มีวิธีแก้ไข ลองหาอะไรที่ทำให้ตัวเราเองไม่ฟุ้งซ่านอย่างการฟังเพลงโปรด ดูหนัง หรืออ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม เมื่อพร้อมเผชิญกับปัญหาแล้วค่อยกลับไปแก้ไขมันใหม่ ไม่แน่เราอาจจะเจอวิธีแก้ปัญหาที่เราคิดไม่ออกจากการพักความคิดหรือทำกิจกรรมเหล่านี้ก็ได้ แต่เรื่องที่สำคัญเลยคือเราควรกลับไปแก้ปัญหาทุกครั้งหากเรื่องนั้นใกล้ตัวเราจริง ๆ อย่าปล่อยผ่านไปเฉย ๆ เพราะปัญหานั้นอาจลุกลามได้ อยากมีความสุข ก็ต้องสร้างความสุข แม้ว่าในหนึ่งวันเรามีเรื่องที่ต้องจัดการจนทำให้ยุ่งไปทั้งวัน แต่อย่าลืมหาเวลาไปสร้างความสุขให้ตัวเองด้วย อย่างช่วงเช้าก่อนเข้างาน หรือหลังเลิกงาน ซึ่งความสุขเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือเป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยซ้ำ เช่นการทำสิ่งง่าย ๆ ที่เราชอบอย่างการจิบกาแฟช่วงเช้าในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย หรือกินขนมที่คาเฟ่สวย ๆ สักที่ หากเป็นสิ่งที่เราชอบ […]

5 คุณสมบัติสำคัญ ที่องค์กรมองหาจากคนทำงานรุ่นใหม่

ความรู้ความสามารถที่ตรงกับงานเป็นอะไรที่สำคัญและต้องมีอยู่แล้วในการทำงานซักงานนึง แต่ความรู้พวกนั้นใคร ๆ ที่เรียนหรือทำงานมาสายเดียวกับเราก็คงมีไม่ต่างจากเราเท่าไหร่ เราก็เลยต้องหาทักษะและคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นสิ่งที่องค์กรมองหาจากคนทำงานรุ่นใหม่ขึ้นมาสู้ ซึ่งมีอะไรบ้าง เราคัด 5 คุณสมบัติเด่น ๆ มาไว้ที่นี่แล้ว เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นจนหลับ องค์กรต่าง ๆ ก็ต้องเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรมากขึ้น จนรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป ทำให้ต้องการพนักงานที่มีความรู้ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับของพวกนี้ ซึ่งเชี่ยวชาญและสามารถปรับใช้ในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว คิดวิเคราะห์ได้ แก้ไขปัญหาเป็น การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะสำคัญมากในการทำงานเพราะเอาไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานส่วนอื่น ๆ ได้ เช่น การวางแผน หรือการแก้ไขปัญหา คนที่มีทักษะนี้จะมองเห็นและเข้าใจปัญหามากมายที่ต้องเจอในระหว่างทำงาน รวมถึงสามารถจัดลำดับความสำคัญของปัญหาพวกนั้น และฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยวิธีที่เหมาะสม ซึ่งความสามารถนี้แหละที่จะพาให้ทั้งตัวเราเองและองค์กรไปถึงเป้าหมายและประสบความสำเร็จได้ รู้ภาษาต่างประเทศ ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานยุคนี้ เพราะคนทำงานต้องใช้ทักษะด้านภาษาทั้งเพื่อสื่อสารและค้นคว้าหาความรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าเป็นภาษากลางที่ใช้กันทั่วโลก ภาษาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับการทำงาน แต่ถ้ามีความสามารถภาษาที่ 3 ด้วย เช่น ภาษาจีน หรือภาษาญี่ปุ่น ก็จะยิ่งกลายเป็นคนที่องค์กรต้องการมากขึ้นไปอีก มีทักษะด้านภาษาอยู่แล้ว และกำลังหางานอยู่? ดูตำแหน่งงานที่นี่เลยภาษาอังกฤษภาษาจีนภาษาญี่ปุ่น ความคิดสร้างสรรค์ต้องมี […]

5 กฎเหล็กในการตั้งเป้าหมายให้กับทีม

1. ตั้งเป้าหมายที่สร้างแรงกระตุ้น สร้างเป้าหมายที่ดีและสามารถกระตุ้นสมาชิกในทีมได้เสมอ หากเป้าหมายของคุณไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่แฝงไปด้วยความสนุก ความท้าทาย ก็จะทำให้สมาชิกในทีมสามารถนำไปพัฒนาตัวเองได้ด้วย โดยคุณสามารถแบ่งเป้าหมายออกมาเป็น 2 ประเภท เป้าหมายที่มีความท้าทายสูง เป้าหมายนี้มักจะเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ อย่างการทดลองอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทำ หรือปัญหาที่ต้องการความร่วมมือของทุกคนในทีมเร่งแก้ไข เป้าหมายที่ยั่งยืน เป้าหมายนี้จะอยู่กับองค์กรมาตั้งแต่เริ่ม เพื่อรักษาคุณภาพชิ้นงาน คุณค่าขององค์กร และรักษามาตรฐาน  2. ตั้งเป้าหมายด้วยหลักการ SMART  หลักการ SMART เป็นพื้นฐานสำคัญที่ใช้ในการตั้งเป้าหมาย ซึ่งประกอบไปด้วย Specific: เป้าหมายจะต้องมีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง และทุกคนในทีมสามารถเข้าใจได้ง่าย Measurable: เป้าหมายที่ดีต้องวัดผลได้ ซึ่งจะช่วยให้รู้ว่าเราดำเนินการถึงขั้นตอนใดและสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ Attainable: สามารถเกิดขึ้นได้จริง การสร้างเป้าหมายที่ท้าทายนั้นก่อให้เกิดผลดีแต่ต้องพิจารณาจากความเป็นไปได้อย่างกำลังคน งบประมาณ รวมถึงความสามารถของสมาชิกในทีมด้วย Relevant: เป้าหมายจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์หลักขององค์กร  Time-Bound: กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการให้เป้าหมายบรรลุผล ซึ่งการกำหนดเวลาที่แน่นอนมีผลต่อการวางแผนการทำงาน รวมถึงยังเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จทันช่วงเวลาที่กำหนด 3. สร้างแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพราะสมาชิกในทีมย่อมมีทักษะ จุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกัน คุณจึงต้องมอบหมายงานให้ถูกคนและให้เขาได้ทราบถึงเป้าหมายที่เขาจะทำ เพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบตามทักษะและความสามารถของสมาชิกในทีม และไม่ลืมที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ทักษะของตัวเองอย่างเต็มที่  4. ยึดมั่นในเป้าหมาย การตั้งเป้าหมายเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น กว่าจะถึงจุดหมายก็มักจะมีอุปสรรคที่รอเราอยู่เสมอ อย่างระยะทาง เวลา หรืออะไรที่เราไม่คาดคิด สมาธิหรือความตั้งใจต่าง ๆ ก็อาจจะหายไป คุณจึงต้องมีการประชุมเป็นระยะเพื่อประเมินผล อาจเป็นการอัปเดตงานประจำสัปดาห์หรือประชุมก่อนทำงานสัก 10-20นาที ที่สำคัญคุณที่เป็นหัวหน้าทีมจะต้องหมั่นกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนยึดมั่นในเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งในการทำงานจริงแผนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ 5.อย่าลืมสร้างความสำเร็จต่อเนื่อง […]

ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน งานอาจพังไม่รู้ตัว

Multitasking มีผลกระทบต่อสมอง ในส่วนหนึ่งของงานวิจัยจาก University of Sussex (UK) มีการใช้ MRI สแกนสมองของผู้เข้าทดสอบที่ทำงานแบบ Multitasking แล้วเห็นว่าเกิดจุดขึ้นบริเวณสมองส่วน Anterior Cingulate Cortex (ส่วนหน้าของเปลือกสมอง Cingulate Cortex มีลักษณะคล้ายคอเสื้อ) ที่ควบคุมระบบประสาทอิสระ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ และที่สำคัญคือการควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ผลวิจัยนั้นสรุปไว้ว่าคนที่ชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน จะมีความหนาแน่นของสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการควบคุมอารมณ์ลดลง ซึ่งนั่นอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ จนอาจเกิดความผิดพลาดมากขึ้นได้ ทำงานพร้อมกันเยอะ ความผิดพลาดก็เยอะตาม เวลาที่เราทำงานแบบ Multitasking และรับข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งพร้อมกัน เราจะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานได้อย่างจริงจังเลยสักงาน ทำให้นอกจากจะลดคุณภาพของงานที่เราทำลงแล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่งานจะผิดพลาดมากขึ้นด้วย งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Stanford บอกไว้ว่าปัญหาของคนที่ชอบทำหลาย ๆ งานพร้อมกันก็คือจะไม่สามารถแยกแยะข้อมูลซึ่งไม่เกี่ยวข้องออกจากกันได้ นั่นหมายความว่าจะเกิดปัญหาขึ้นทั้งเรื่องของจิตใจและข้อมูลที่ปะปนกันของงานแต่ละงานมากขึ้น ซึ่งถ้าทำงานหนึ่งพลาดไปจะมีผลให้อีกงานได้รับผลกระทบด้วย ความเครียดและกังวลจะตามมา ความเครียดหรือกังวลที่เกิดจากการทำงานแบบ Multitasking มีสาเหตุมาจากทั้งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละงาน และการที่สมองผลิต Cortisol หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดได้จากการทำงานแบบ […]

แต่งตัวไปทำงานยังไงให้ดูแพงกว่าเงินเดือน

แต่งตัวให้ถูกต้องตามระเบียบที่เขากำหนดไว้ และเลือกเสื้อผ้าที่มีขนาดพอดีตัว เพื่อไม่ให้เสียบุคลิกภาพและสะดวกต่อการเคลื่อนไหว แต่ระวังอย่าแต่งตัวเซ็กซี่มากเกินไป ควรใส่รองเท้าที่หุ้มส้นหรือรัดส้น ผู้ชายอาจเป็นรองเท้าหนังหรือผ้าใบก็ได้แต่ควรใส่ถุงเท้าด้วย ในขณะที่ผู้หญิง หากใส่รองเท้ามีส้นก็ไม่ควรใส่ที่มีส้นสูงเกินไปจนทำให้ตัวเองเดินลำบาก หลีกเลี่ยงเครื่องประดับที่ทำให้เกิดเสียงเมื่อเคลื่อนไหว และอย่าใส่น้ำหอมเยอะจนฉุน

จัดการความต่างทาง Generation ด้วยเทคนิคการดูแลพนักงาน

เข้าใจความต่างของ Gen คนแต่ละ Gen มีแนวคิด ความชอบ หรือสิ่งที่ต้องการไม่เหมือนกัน เช่น Baby Boomer มีระเบียบวินัยในการทำงาน และให้ความสำคัญกับงานและครอบครัวเป็นอย่างมาก ในขณะที่ Gen X ไม่ชอบความเป็นทางการเท่า Baby Boomer มีแนวคิดสร้างความสมดุลในเรื่องงาน ส่วน Gen Y รักอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทะเยอทะยานและกล้าได้กล้าเสีย และ Gen Z มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีสูง ต้องการความเป็นอิสระในการทำงาน และสามารถทำงาน Multi-tasking ได้ดี การเข้าใจความต้องการของคนแต่ละกลุ่ม จะช่วยให้สามารถหาวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลคนในบริษัทได้ ซึ่ง Hr บางบริษัทจะมีการดูแลพนักงาน Gen ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน โดยจะมีงบประมาณเท่ากัน แล้วให้ HR หาสวัสดิการหรือวิธีดูแลให้เหมาะกับแต่ละ Gen แต่บางองค์กรที่แยกไม่ได้ หรือมองว่าเป็นเรื่องที่เสียทั้งเวลาและพลังงานก็จะต้องพยายามหาจุดตรงกลางที่ทุกฝ่ายพอใจให้เจอแทน อย่าเอาความต่างมาเป็นปัญหา ถ้าพูดถึง Baby Boomer เราจะนึกถึงภาพของคนที่เคร่งครัดเรื่องระเบียบ ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบ […]

พนักงานอย่างเราควรทำยังไง ให้ร่วมงานกับหัวหน้าคนใหม่ได้อย่างดี

สังเกตว่าหัวหน้าของเรามีนิสัยการทำงานอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้วางแผนการปรับตัวของเราได้ง่ายขึ้น เปิดใจเรียนรู้แนวคิดและการทำงานของหัวหน้าคนใหม่ และเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงฝีมือ โดยไม่ต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับหัวหน้าคนเก่า คุยกับหัวหน้าให้ชัดเจนถึงความคาดหวังที่เขามีต่อเราและเรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรในการทำงาน เพื่อจะได้วางแผนการทำงานให้ออกมาดีที่สุด และแสดงให้เขาเห็นว่าเราพร้อมที่จะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

ทำยังไงเมื่อเริ่มงานที่ใหม่แต่กลัวเข้ากับใครไม่ได้

1. ตรงต่อเวลาดีที่สุด การไปทำงานสายในวันแรกของการทำงานคือเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะเรื่องเวลาเข้าและออกงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พฤติกรรมการมาทำงานเป็นสิ่งที่หัวหน้างานรวมถึงเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ มองเห็นได้ชัดเจน การมาถึงบริษัทให้ตรงเวลานั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดียิ่งขึ้นหากเรามาก่อนเวลางานสัก 15-30 นาที รวมไปถึงช่วงพักกลางวัน ก็ควรรักษาเวลาให้เป็นไปตามกฎของบริษัท แม้ว่าบางบริษัทอาจจะไม่เคร่งครัดเรื่องเวลา เพราะการรักษาเวลาไม่เคยให้ผลเสียกับใคร    2. เข้าไปทำความรู้จักก่อนไม่เสียหาย เมื่อไปถึงที่ทำงานแล้วอย่ามัวแต่รอให้คนอื่นมาทัก เราควรแนะนำตัวและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานก่อนได้เลย เราอาจเริ่มต้นทำความรู้จักคนในแผนก หรือคนที่ต้องทำงานร่วมกันก่อน ทักทายเวลาเจอพวกเขาในที่ต่าง ๆ เข้าไปพูดคุยในช่วงพัก หรือก่อนเริ่มงาน ในกรณีที่บริษัทมีพนักงานเป็นจำนวนมาก เราไม่จำเป็นต้องจำคนในบริษัทให้ได้ทุกคน แต่อย่างน้อยก็ควรพยายามจำชื่อเพื่อนในทีมหรือคนที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง 3. เรียนรู้ Culture องค์กร รู้จักเพื่อนร่วมงานแล้ว เราก็ต้องรู้จักองค์กรด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฏระเบียบ หรือระบบการทำงาน แม้ว่าเราอาจศึกษาวัฒนธรรมของบริษัทมาก่อนแล้วในตอนสัมภาษณ์งาน แต่นั่นเป็นข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทุกบริษัทจะมีวัฒนธรรมองค์กรหรือการปฏิบัติตัวต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เขียนอยู่ในคู่มือพนักงานด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องขวนขวายเรียนรู้เอง ไม่ว่าจะผ่านการพูดคุย สอบถามจากเพื่อนร่วมงาน หรือสังเกตจากการกระทำของพวกเขา  4. อย่าทำตัวเหมือนน้ำเต็มแก้ว ไม่ว่าเราจะเก่งมากจากไหน แต่เมื่อเริ่มงานที่ใหม่ ให้ทำตัวเหมือนแก้วน้ำที่พร้อมรับความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในวันแรกของการทำงานที่ใหม่ อาจจะได้งานที่ใช้เวลาทำไม่นานก็เสร็จ แต่แทนที่จะนั่งรอหัวหน้าเดินมาสั่งงานต่อไป […]

9 นิสัยในห้องประชุมที่จะทำให้คุณดูไม่มืออาชีพ

1. รบกวนสมาธิคนอื่น เคาะโต๊ะ ควงปากกา บิดขี้เกียจ หรือ หาวเสียงดัง เหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่คุณอาจเผลอทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในสภาวะตึงเครียด ซึ่งคุณต้องพยายามควบคุมให้ได้ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะไปรบกวนสมาธิคนอื่นและทำให้คุณเสียบุคลิกด้วย 2. พูดหลุดประเด็น ในจังหวะที่ทุกคนกำลังประชุมกันตามหัวข้อที่ระบุไว้ใน Agenda คุณกลับชวนคุยเรื่องอื่นซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับที่ประชุมเลย ซึ่งบางครั้งเจตนาคุณอาจจะแค่ต้องการสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายลง แต่อย่าลืมว่าคนอื่นอาจจะต้องรีบกลับไปทำงาน และเขาคงไม่ยินดีด้วยแน่ ๆ ถ้าคุณมัวแต่พูดเรื่องอื่นที่ทำให้เสียเวลา 3. เคี้ยวหมากฝรั่ง คงไม่ใช่เรื่องดีถ้าระหว่างการประชุมจะมีเสียงเคี้ยวหมากฝรั่งดังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะรบกวนคนอื่นแล้ว การพูดไปเคี้ยวไปยังดูไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ คุณรู้สึกอย่างไรเวลาคุยกับคนที่เคี้ยวหมากฝรั่งแล้วน้ำลายกระเด็นใส่คุณ ยิ่งถ้าสิ่งที่เคี้ยวอยู่หลุดออกมาจากปากในระหว่างที่พูดด้วยคงจะพูดไม่ออกเลยทีเดียว 4. ใช้เวลาพูดมากเกิน เมื่อถึงหัวข้อที่ต้องทำหน้าที่ดำเนินการประชุม ขณะที่พูดคุณจะต้องหมั่นตรวจสอบด้วยว่าคุณเหลือเวลาในการพูดอีกเท่าไหร่ พยายามพูดให้รวบรัดที่สุด หลีกเลี่ยงการอารัมภบท และมุ่งเน้นแต่ประเด็นสำคัญ แต่ถ้าเกิดคิดว่าอย่างไรก็คงไม่ทันแน่นอน อาจจะต้องขออนุญาตที่ประชุมเพื่อขอเวลา หรือยกไปเป็นการประชุมครั้งถัดไป 5. ใช้อารมณ์มากไป เป็นเรื่องปกติที่การประชุมจะมีการถกเถียงกันเกิดขึ้น เพราะทุกคนก็ล้วนต้องการที่จะหาผลสรุปที่ดีที่สุด จนบางครั้งอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจโต้เถียงกันจนเสียความรู้สึกและเสียงานอีก ซึ่งแม้ว่าจะมีคนเห็นต่างกับคุณหรือวิจารณ์คุณต่อหน้าที่ประชุม  พยายามรับมือด้วยสติและตอบโต้ด้วยเหตุผล เพราะมันจะทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพ 6. นัดประชุมนอกเวลางาน หรือใกล้เลิกงาน ถ้าเราเป็นคนนัดประชุม ไม่ควรนัดประชุมนอกเวลาทำงานหรือคาบเกี่ยวว่าจะนอกเวลาทำงาน เช่น เลิกงาน […]

1 2 3 7